จุดประสงค์

แบบฝึกหัด

แบบทดสอบ

 


   :: บทที่ 1 ระบบการย่อยอาหาร ::     Digestion system

หน้า 2

               :: จุดประสงค์การเรียนรู้ ::

  • :: อวัยวะและหน้าที่ในการย่อยอาหาร (Digestion) ::

 

ระบบย่อยอาหาร

ระบบย่อยอาหารของคนประกอบด้วยอวัยวะ ดังต่อไปนี้            ==>

ปาก       คอหอย        หลอดอาหาร         กระเพาะ           ลำไส้เล็ก           ลำไส้ใหญ่              ทวารหนัก                                         ดังรูป    

    

เมื่อรับประทานอาหารอาหารจะเคลื่อนที่ผ่านอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับทางเดินอาหารเพื่อเกิดการย่อยตามลำดับดังต่อไปนี้    
2.1 ปาก ( mouth)   
        การย่อยในปาก   เริ่มต้นจากการเคี้ยวอาหารโดยการทำงานร่วมกันของ ฟัน ลิ้น และแก้ม ซึ่งถือเป็นการย่อยเชิงกล ทำให้อาหารกลายเป็นชิ้นเล็ก ๆ  มีพื้นที่ผิวสัมผัสกับเอนไซม์ได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันต่อมน้ำลายก็จะหลั่งน้ำลายออกมาช่วยคลุกเคล้าให้อาหารเป็นก้อนลื่นสะดวกต่อการกลืน  เอนไซม์ในน้ำลาย คือ ไทยาลิน หรืออะไมเลสจะย่อยแป้งในระยะเวลาสั้น ๆ ในขณะที่อยู่ในช่องปากให้กลายเป็นเดกซ์ทริน (Dextrin) ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กกว่าแป้ง แต่ใหญ่กว่าน้ำตาล  และถูกย่อยต่อไปจนเป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่   คือ มอลโตส

อวัยวะที่ช่วยย่อยอาหารในปาก
  ต่อมน้ำลาย
ต่อมน้ำลาย (Silvary Gland) เป็นต่อมมีท่อ  ทำหน้าที่ผลิตน้ำลาย (Saliva) ต่อมน้ำลายของคนมีอยู่ 3 คู่ คือ                 
1.  ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น (Sublingual  Gland) 1 คู่
2.  ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรล่าง (Submandibulary Gland) 1 คู่
3.  ต่อมน้ำลายข้างกกหู (Parotid Gland)  1 คู่
ต่อมน้ำลายทั้ง 3 คู่นี้ ทำหน้าที่สร้างน้ำลายที่มีเอนไซม์( น้ำย่อย) ชื่ออะไมเลส  ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารจำพวกแป้งเท่านั้น
( ต่อมน้ำลายจะผลิตน้ำลายได้วันละ     1 – 1.5 ลิตร )

คอหอยและการกลืน
 หลังจากที่อาหารถูกเคี้ยวและผสมกับน้ำลายจนอ่อนนิ่มแล้วอาหารก็พร้อมที่จะถูกกลืนโดยลิ้นจนดันก้อนอาหาร  (Bolus)ไปทางด้านหลังให้ลงสู่ช่องคอ  ซึ่งจะมีผลให้เกิดรีเฟล็กซ์ (Reflex) 
ตามลำดับดังนี้
1. เพดานอ่อน  (Solf Palate) ถูกดันยกขึ้นไปปิดช่องจมูกเพื่อไม่ให้เกิดการสำลักและไม่ให้อาหารเข้าไปในช่องจมูก
2. เส้นเลียง  (Vocal Cord) ถูกดึงให้มาชิดกัน  และฝาปิดกล่องเสียง  (Epiglottis) จะเคลื่อนมาทางข้างหลังปิดหลอดลมเอาไว้ป้องกันไม่ให้อาหารตกเข้าสู่หลอดลม
3. กล่องเสียง  (Larynx) ถูกยกขึ้นทำให้รูเปิดช่องคอมีขนาดใหญ่ขึ้น
4. กล้ามเนื้อบริเวณคอหอย  หดตัวให้ก้อนอาหาร  (Bolus) เคลื่อนลงไปในหลอดอาหารได้โดยไม่พลัดตกลงไปในหลอดลมหรือเคลื่อนขึ้นไปในช่องจมูก

หลอดอาหาร
         
  หลอดอาหาร เป็นท่อกลวงขนาดสั้น มีความยาวประมาณ 25 เซนติเมตร ส่วนปลายของหลอดอาหารเป็นกล้าเนื้อหูรูด ซึ่งสามารถบีบตัวให้หลอดอาหารปิด  เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อยกลับสู่หลอดอาหารอีก หลอดอาหารไม่มีหน้าที่ในการย่อยอาหาร แต่ทำหน้าที่เป็นทางลำเลียงอาหารไปสู่กระเพาะอาหารเท่านั้น ท่อลำเลียงอาหารอยู่ด้านหลังของหลอดลมและทะลุกระบังลมไปต่อกับปลายบนของกระเพาะอาหาร ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารที่เคี้ยวแล้วลงสู่กระเพาะอาหาร โดยการบีบรัดขอผนังกล้ามเนื้อ

กระเพาะอาหาร
        กระเพาะอาหารเป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อจากหลอดอาหาร  อยู่บริเวณด้านบนซ้ายของช่องท้อง  ถัดจากกระบังลมลงมา  มีความยาวประมาณ  10 นิ้ว  กว้าง  5 นิ้ว  จึงถือว่าเป็นส่วนของทางเดินอาหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 
แบ่งออกได้เป็น  3  ส่วนคือ
1. ส่วนบนสุด  หรือส่วนใกล้หัวใจ  (Cardiac Region หรือ  Cardium) อยู่ต่อจากหลอดอาหาร  มีกล้ามเนื้อหูรูด (Cardiac Sphincter)
2. ฟันดัส (Fundus) เป็นส่วนที่ 2 มีลักษณะเป็นกระพุ้ง
3. ไพโลรัส  (Pylorus) เป็นส่วนปลายที่ติดต่อกับลำไส้เล็ก  เป็นส่วนที่แคบกว่าส่วนอื่นๆ  ตอนปลายของกระเพาะอาหารส่วนนี้มีกล้ามเนื้อหูรูด  เรียกว่า  ไพโลริด  สฟิงก์เตอร์  (Pyloric Sphincter) ป้องกันมิให้อาหารเคลื่อนเลยกระเพาะอาหารขณะย่อย    กระเพาะอาหารมีกล้ามเนื้อหนาแข็งแรงมาก และยืดหยุ่นขยายขนาดบรรจุได้ถึง  1000-2000  ลูกบาศก์เซนติเมตร

โครงสร้างของกระเพาะอาหาร
          ภายในกระเพาะอาหารจะมีผนัง  มีลักษณะเป็นคลื่น  เรียกว่ารูกี  (Rugae) มีต่อมสร้างน้ำย่อยประมาณ  35 ล้านต่อม  เรียกว่า  Gastric Gland สร้างน้ำย่อยของกระเพาะอาหารเรียกว่า  Gastric Juice ซึ่งเอนไซม์นี้มีองค์ประกอบหลายอย่าง  ได้แก่  กรดเกลือ  โปตัสเซียม  คลอไรด์  น้ำเมือก  (Mucus) และเอนไซม์เปปซิน (Pepsin)เรนนิน  (Renin) และไลเปส  (Lipase)  เมื่อสารองค์ประกอบเหล่านี้รวมตัวกับสารอาหารจนเหลวและเข้ากันดีคล้ายซุปข้นๆ  เรียกว่า  ไคม์  (Chyme) การควบคุมการหลั่งน้ำย่อยของกระเพาะอาหาร

        การทำงานของกระเพาะอาหาร(stomach)   

         มีการย่อยเชิงกลโดยการบีบตัวของกล้ามเนื้อทางเดินอาหารและมีการย่อยทางเคมีโดยเอนไซม์เปปซิน (pepsin)
ซึ่งจะทำงานได้ดีในสภาพที่เป็นกรด
โดยชั้นในสุดของกระเพาะจะมีต่อมสร้างน้ำย่อยซึ่งมีเอนไซม์เปปซินและกรดไฮโดรคลอริก(กรดเกลือ) เป็นส่วนประกอบ เอนไซม์เปปซินจะย่อยโปรตีนให้เป็นเปปไทด์ (peptide)ในกระเพาะอาหารนี้ยังมีเอนไซม์อยู่อีกชนิดหนึ่งชื่อว่า
“ เรนนิน '' ทำหน้าที่ย่อยโปรตีนในน้ำนม ในขณะที่ไม่มีอาหาร กระเพาะอาหารจะมีขนาด 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร
แต่เมื่อมีอาหารจะมีการขยายได้อีก 10 – 40 เท่า


ลำไส้เล็ก(small intestine)
       ลำไส้เล็ก  (Small Intestine)เป็นส่วนที่ยาวที่สุดของทางเดินอาหาร  ต่อมาจากกระเพาะอาหารมีความยาวประมาณ 7-8 เมตร ผนังด้านในของลำไส้เล็กมีลักษณะเป็นลอนตามขวาง  มีส่วนยื่นเล็กๆมากมายเป็นตุ่ม  เรียกว่า วิลลัส(Villus พหูพจน์เรียกว่า  Villi) เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมสารอาหารที่ย่อยแล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ


โครงสร้างของลำไส้เล็ก 
    ลำไส้เล็กของคนมีลักษณะคล้ายท่อขดไปมาอยู่ในช่องท้องแบ่งเป็น  3 ตอน คือ
- ดูโอดีนัม  (Duodenum) ยาวประมาณ  30 เซนติเมตร  มีรูปร่างเหมือนตัวยูคลุมอยู่รอบๆบริเวณส่วนหัวของตับอ่อน  (Pancreas)ภายในดูโอดีนัมมีต่อมสร้างน้ำย่อยและเป็นตำแหน่ง
ที่ของเหลวจากตับอ่อนและน้ำดีจากตับมาเปิดเข้า  จึงเป็นตำแหน่งที่มีการย่อยเกิดขึ้นมากที่สุด
- จิจูนัม  (Jejunum) ยาวประมาณ  2ใน  6 ของลำไส้เล็กหรือประมาณ  3-4 เมตร
- ไอเลียม  (Ileum)  เป็นลำไส้เล็กส่วนสุดท้ายปลายสุดของไอเลียมต่อกับลำไส้ใหญ่
           บริเวณลำไส้ตอนต้น  (Duodenum) จะมีน้ำย่อยจากสามแหล่งมาผสมกับไคม์Chyme = อาหารที่คลุกเคล้ากับน้ำย่อยและถูกย่อยไปบางส่วน  มีลักษณะคล้ายซุปข้นๆ) ได้แก่น้ำย่อยจากผนังลำไส้เล็ก  (Intestinal Juice)น้ำย่อยจากตับอ่อน  (Pancreatic Juice)น้ำดี  (Bile)จากตับ  (Liver)ซึ่งนำมาเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี

ีการย่อยและการดูดซึมในลำไส้เล็ก โดยเอนไซม์ในลำไส้เล็กจะทำงานได้ดีในสภาพที่เป็นเบส
ซึ่งเอนไซม์ที่ลำไส้เล็กสร้างขึ้น ได้แก่

  1. น้ำย่อยมอลเทส (maltase) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยน้ำตาลมอลโทสให้เป็นกลูโคส (ข้าว มัน )

  2. น้ำย่อยซูเครส (sucrase) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยน้ำตาลทรายหรือน้ำตาลซูโครส (sucrose) ให้เป็นกลูโคสกับ
    ฟรุกโทส (fructose) (ผลไม้)

  3. น้ำย่อยแล็กเทส (lactase) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยน้ำตาลแล็กโทส (lactose) ให้เป็นกลูโคสกับกาแล็กโทส (galactose)  (นม )

       น้ำย่อยของตับอ่อน  (pancreas)
       น้ำย่อยของตับอ่อน  (Pancreatic Juice) เป็นเอนไซม์ที่สร้างมาจากตับอ่อน  (Pancreas) มีสภาพเป็นเบส  ประกอบด้วย
- โซเดียมไบคาร์บอเนต  (NaHCO3)มีคุณสมบัติเป็นเบส  จึงถือว่าเหมาะสมที่จะทำให้ลำไส้เล็กมีสภาวะเป็นเบส  ซึ่งเอนไซม์ต่างๆ  (จาก  3แหล่ง) จะทำงานได้ (ยกเว้น  Pepsin จากกระเพาะอาหารจะหมดประสิทธิภาพ)
เพราะในขณะที่อาหารผ่านกระเพาะอาหารมีสภาวะเป็นกรด
- น้ำย่อยอะไมเลส  (Amylase) ทำหน้าที่ย่อยแป้ง (Starch) และ  เด็กทริน (Dextrin) มอลโทส (Maltose)
- น้ำย่อยไลเปส  (Lipase) ทำหน้าที่ย่อยไขมัน (Fat) กรดไขมัน (Fatty Acid) และกลีเซอรอล (Grycerol)

 

- ทริพซิโนเจน  (Trypsinogen) (เมื่อเกิดใหม่ๆ ยังเป็นเอนไซม์ที่ย่อยอาหารไม่ได้  แต่เมื่อผ่านถึงลำไส้เล็กตอนต้น  จะเปลี่ยนสภาพเป็น Trypsin โดยอาศัยเอนไซม์  Enterokinase จากผนังลำไส้เล็กช่วย เอนไซม์  Trypsin
จะย่อย  Protein และ  Polypeptide Peptide (Trypsin ย่อยโปรตีนต่อจาก  Pepsin ซึ่งหมดหน้าที่เมื่ออาหารมีสภาพเป็นเบส เพราะ  Pepsin ทำหน้าที่ได้ดีในสภาวะที่เป็นกรดสูง)
- ไคโมทริพซิน  (Chymotrypsin) ย่อย  Polypeptide (ต่อจาก Trypsin )
- คาร์บอกซีเปปติเดส  (Carboxypeptidase) ย่อย  Peptide ได้ Amino Acid

 

:: น้ำดี (bile)  ::      
      เป็นสารที่ผลิตมาจากตับ (liver) แล้วไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี (gall bladder) น้ำดีไม่ใช่เอนไซม์เพราะไม่ใช่สารประกอบ ประเภทโปรตีน น้ำดีจะทำหน้าที่ย่อยโมเลกุลของโปรตีนให้เล็กลงแล้วน้ำย่อยจากตับอ่อนจะย่อยต่อทำให้ได้อนุภาค ที่เล็กที่สุดที่สามารถแพร่เข้าสู่เซลล์                                                                                  

สรุป การย่อยสารอาหารประเภทต่างๆในลำไส้เล็ก

 
คาร์โบไฮเดรต
  แป้ง
อะไมเลส
มอลโทส
  มอลโทส
มอลเทส
กลูโคส + กลูโคส
  ซูโครส

ซูเครส

กลูโคส + ฟรักโทส
  แล็กโทส
ทริปซิน
กลูโคส + กาแล็กโทส

 
โปรตีน
  เปปไทด์
ทริปซิน
กรดอะมิโน

 
ไขมัน
ไขมัน – น้ำดี
ย่อยโมเลกุลของไขมันขนาดเล็ก
ไลเพส
กรดไขมัน + กลีเซอรอล

      

 อาหารเมื่อถูกย่อยเป็นโมเลกุลเล็กที่สุดแล้ว จะถูกดูดซึมที่ลำไส้เล็ก โดยโครงสร้างที่เรียกว่า “ วิลลัส ( villus)”
ซึ่งมีลักษณะคล้ายนิ้วมือยื่นออกมาจากผนังลำไส้เล็ก ทำหน้าที่เพิ่มเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมอาหาร

2.6 ลำไส้ใหญ่ (large intestine )        
     สำไส้ใหญ่  มีความยาวประมาณ  1.50 เมตร  กว้างประมาณ  6 เซนติเมตร  แบ่งออกเป็น  3 ส่วนคือ  ส่วนที่ 1 ซีกัม  (Caecum) เป็นลำไส้ใหญ่ส่วนต้น  ยาวประมาณ  6.3-7.5 เซนติเมตร  มีไส้ติ่ง  (Appendix)  ยื่นออกมาขนาดราวนิ้วก้อย  (ยาวประมาณ  3 นิ้ว)เหนือท้องน้อย  ทางด้านขวา  ไส้ติ่งถือว่าเป็นต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง  ในสัตว์กินพืชจะมีขนาดยาว  ทำหน้าที่ช่วยในการย่อยอาหารในคนไม่มีประโยชน์  ถ้าอักเสบต้องรีบผ่าตัดออกโดยเร็ว
โคลอน  (Colon)  เป็นส่วนที่ยาวที่สุด  แบ่งออกเป็น  3  ส่วนย่อย คือ
                โคลอนส่วนขึ้น  (AscendingColon) เป็นส่วนของโคลอนที่ยื่นตรงขึ้นไปเป็นแนวตั้งฉากทางด้านขวาของช่องท้อง  ยาวประมาณ  20 เซนติเมตร
                โคลอนส่วนขวาง  (Transverse Colon) เป็นส่วนที่วางพาดตามแนวขวางของช่องท้องยาวประมาณ  50 เซนติเมตร
                โคลอนส่วนล่าง  (Descending Colon) เป็นส่วนที่วิ่งตรงลงมาเป็นแนวตั้งฉากทางด้านซ้ายของช่องท้อง  ยาวประมาณ  30 เซนติเมตร             ที่ลำไส้ใหญ่ไม่มีการย่อย แต่ทำหน้าที่เก็บกากอาหารและดูดซึมน้ำออกจาก กากอาหาร ดังนั้น ถ้าไม่ถ่ายอุจจาระเป็นเวลาหลายวันติดต่อกันจะทำให้เกิดอาการท้องผูก ถ้าเป็นบ่อยๆจะทำให้เกิด
โรคริดสีดวงทวาร

 

 

NEXT